วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"เพชรบุรี"เมืองงามสามวัง

พูดถึงจังหวัด"เพชรบุรี" แม้ว่าจังหวัดนี้จะมีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นสถานที่ตากอากาศ ที่มีชายหาดยอดนิยมอย่างหาดชะอำ หาดเจ้าสำราญ ฯลฯ แต่ครั้งนี้"ผู้จัดการท่องเที่ยว" ก็ไม่ได้จะมาเยี่ยมชมชายหาดเหล่านั้น แต่ตั้งใจจะมาชม"พระราชวัง" ในเมืองเพชรนี้แทน ซึ่งเราใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ก็เดินทางมาถึงเขตจังหวัดเพชรบุรีเสียแล้ว

สำหรับพระราชวังที่ว่านั้นก็เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสาม ยุคสามสมัย นั่นก็คือสมัยรัชกาลที่ 4-5-6 จนน่าจะเรียกได้ว่าเมืองเพชรบุรีนี้เป็นเมืองแห่งวังสามแผ่นดินก็ว่าได้

เริ่มจากพระราชวังแรกซึ่งสร้างขึ้นก่อนพระราชวังอื่นๆ นั่นก็คือ"พระนครคีรี" หรือที่เรียกกันติดปากว่า"เขาวัง" ใครที่ผ่านไปผ่านมาในตัวเมืองเพชรบุรีก็คงจะเห็นวัด พระปรางค์และพระตำหนักต่างๆ บนยอดเขากลางเมืองกันจนชินตาแล้ว เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่ามาถึงเมืองเพชรบุรีแล้วก็ว่าได้

เล่าย้อนไปเสียหน่อยว่า แต่เดิมนั้นเขาลูกนี้มีชื่อว่าเขาคีรี และต่อมาในสมัยอยุธยามีผู้มาสร้างวัดไว้ที่เชิงเขา และให้ชื่อวัดว่า วัดมหาสมณะ ชาวบ้านจึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่าเขามหาสมณะไป ด้วย และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี และทรงพอพระราชหฤทัยบรรยากาศและธรรมชาติบนเขาแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้น และพระราชทานนามให้เขาลูกนี้ใหม่ว่า เขามหาสวรรค์ และเรียกพระราชวังแห่งนี้"พระนครคีรี"

ภูเขากลางเมืองเพชรบุรีนี้มีสามยอดด้วยกัน ยอดหนึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวัง ยอดหนึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร และอีกยอดเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วน้อย สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโบราณสถานที่มีมาแต่เดิม ยกเว้นในส่วนของพระราชวัง โดยสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมเหล่านี้ก็ได้บูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เอง

มีอีกสิ่งหนึ่งที่คนมักจะนึกถึงควบคู่ไปกับเขาวังก็คือ บรรดาลิงน้อยใหญ่ที่เป็นเจ้าของถิ่น งานนี้ใครที่ถือของกินขึ้นไปด้วยก็อาจต้องจ่ายค่าผ่านทางให้กับขาใหญ่เหล่า นี้เหมือนที่"ผู้จัดการท่องเที่ยว" เองก็โดนมาแล้ว แต่หากใครไม่อยากเผชิญหน้ากับฝูงลิงก็สามารถเดินทางขึ้นเขาด้วยเคเบิลคาร์ที่อยู่ทางด้านหลังเขาได้

ทีนี้มาว่ากันต่อเรื่องสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ บนเขาวังกันบ้าง เริ่มจาก วัดพระแก้วน้อย ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดในวัง เหมือนกับที่พระบรมมหาราชวังก็มีวัดพระแก้วอยู่ภายในเขตพระราชฐาน และสำหรับวัดพระแก้วน้อยแห่งนี้มีความน่าสนใจอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งแม้มีขนาด เล็กแต่ก็มีความงดงาม หน้าบันเป็นลวดลายปูนปั้นรูปตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ 4 สำหรับงานปูนปั้นของช่างเมืองเพชรฯ นั้น ถือว่าไม่เป็นรองใคร งานปั้นที่วัดพระแก้วน้อยแห่งนี้จึงถือเป็นงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งในเมือง เพชรบุรีเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็ยังมีเจดีย์แดง เป็นปรางค์จัตุรมุข ทาสีแดงทั้งองค์ หากได้มาชมในเวลาที่ดอกลั่นทมบานเต็มเขาวังแล้วละก็ คงจะงดงามมากทีเดียว

ในส่วนของพระที่นั่งต่างๆ ปัจจุบันบางส่วนได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ได้แก่พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ และพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ ซึ่งจัดแสดงเครื่องราชูปโภค เช่น พระแท่นบรรทม พระฉาย (กระจกเงา) บานใหญ่ เครื่องมุก เครื่องถ้วยชามต่างๆ ส่วนพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ที่มีลักษณะเป็นปราสาทยอดปรางค์ขนาดย่อม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

และที่เห็นโดดเด่นมาแต่ไกลก็คือ พระธาตุจอมเพชร เจดีย์องค์สีขาวซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะเจดีย์เก่าที่มีอยู่ก่อน แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ และพระราชทานนามให้ไว้ว่าพระธาตุจอมเพชร

เดินทางกันต่อจากเขาวัง มายัง"พระรามราชนิเวศน์" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พระราชวังบ้านปืน" กันบ้าง พระราชวังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อเสด็จประพาสจังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายคาร์ล ดอห์ริง สถาปนิกชาวเยอรมนีมาเขียนแบบพระราชวังบ้านปืน

แต่การก่อสร้างไม่ทันแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงดำเนินการสร้างต่อจนเสร็จ และพระราชทานนามไว้ว่า พระที่นั่งศรเพชรปราสาท ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพระรามราชนิเวศน์ต่อมา

เท่าที่"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ได้เห็นพระราชวังแห่งนี้ ก็มีความรู้สึกว่าพระราชวังบ้านปืนนี้ดูอบอุ่น และมีความเป็นบ้านมากกว่าวัง การตกแต่งเเบบยุโรปซึ่งย่อส่วนมาจากพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าวิลเลี่ยม ไกเซอร์ แห่งเยอรมันทำให้พระราชวังนี้ไม่ดูขรึมเกินไป

บริเวณด้านหน้าพระราชวัง มีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ไว้ให้ประชาชนได้สักการบูชาด้วย และเมื่อเข้ามาชมด้านในก็จะพบกับความงดงามด้วยการตกแต่งแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเสา หรือกระเบื้องที่ใช้ แต่ที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ชอบมากเป็นพิเศษก็คงจะเป็นบันไดเวียนที่อยู่ทางปีกซ้ายของพระที่นั่ง ซึ่งประดับประดาไปด้วยรูปปั้นตุ๊กตาเด็กชายหญิงทำท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู การตกแต่งเช่นนี้เรียกว่าเป็นศิลปะแบบ Modern Style ซึ่งนิยมกันเป็นอย่างมากในช่วงหนึ่งของยุโรป

ภายในพระที่นั่งนี้แบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่นห้องบรรทมพระเจ้าอยู่หัว ห้องทรงพระอักษร ห้องเสวย ฯลฯ ที่ล้วนตกแต่งอย่างสวยงามทั้งสิ้น และที่น่าสนใจก็คือพระราชวังแห่งนี้ยังมีสนามแบดมินตันแห่งแรกของประเทศไทย อีกด้วย แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสวนหย่อมไปเรียบร้อยแล้ว

เที่ยวกันมาสองพระราชวัง คราวนี้ก็มาถึงพระราชวังสุดท้ายแล้ว นั่นก็คือ "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมและทรง พระสำราญในฤดูร้อน

พระราชนิเวศน์แห่งนี้สร้างด้วยไม้สักทองชั้นเดียวใต้ถุนสูง ประกอบด้วยอาคาร 16 หลัง แบ่งออกเป็น 3 หมู่ใหญ่ มีชื่อคล้องจองไพเราะว่า พระที่นั่งสมุทรพิมาน พระที่นั่งพิศาลสาคร และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์

พระที่นั่งไม้สักในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ ตั้งอยู่ด้านหน้าสุด เป็นอาคารสองชั้นเปิดโล่งจากพื้นชั้นล่างไปจนจรดเพดาน ใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและบางครั้งยังจัดเป็นเวทีการแสดงละครอีกด้วย ส่วนชั้นบนเป็นทางเดินระเบียงไม้ยาวมีหลังคาคลุมเชื่อมต่อไปยังหมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีทั้งห้องพระบรรทม ห้องพระอักษร ห้องแต่งพระองค์และห้องสรง ซึ่งยังคงจัดวางเครื่องเรือนไว้แบบเดิม และต่อจากตรงนี้ก็เป็นระเบียงทอดยาวตรงไปยังศาลาลงสรงริมทะเล เป็นจุดที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว"ว่ามีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพระราชนิเวศน์แห่งนี้มากที่สุด

ถัดจากระเบียงยาวนี้ก็จะเป็นเขตของฝ่ายใน หรือพระที่นั่งสมุทรพิมาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายพระที่นั่งพิศาลสาคร คือมีห้องรับแขก ห้องบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรง ห้องเสวย แต่มีขนาดเล็กกว่า

เล่ากันว่า พระราชนิเวศน์แห่งนี้เรียกว่าเป็น "พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง" เนื่องจากในขณะนั้นพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระองค์ทรงมีพระครรภ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็ทรงดีพระทัยยิ่ง แต่ความหวังนั้นก็เป็นอันต้องสิ้นสลายเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ไม่สามารถมีพระประสูติกาลได้ ยามนั้นพระองค์ทรงอภิบาลพระมเหสีด้วยน้ำพระทัยเป็นห่วงและเศร้าสร้อย นั่นจึงเป็นที่มาแห่ง "พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง" นั่นเอง

พระราชวังทั้งสามแห่งนี้ต่างก็มีที่มาและเสน่ห์ความสวยงามที่แตกต่าง กัน ถ้าใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมที่งดงามและมีความเป็นมาที่น่าสนใจ เชื่อว่าพระราชวังทั้งสามแห่งในจังหวัดเพชรบุรีนี้คงจะเป็นจุดมุ่งหมายที่ดี ได้แน่นอน

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายพระรามหก ต.ห้วยทรายเหนือ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 216 เลยหาดชะอำมา 8 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท โทร.0-3250-8039

พระรามราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00–16.00 น. โดยค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ 5 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าชมเป็นหมู่คณะ และต้องการวิทยากรบรรยาย สามารถทำหนังสือถึงผู้บังคับการทหารบกจังหวัดเพชรบุรี ค่ายรามราชนิเวศน์ อ.เมือง โทร. 0 3242 8506-10 ต่อ 259

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี ตั้งอยู่ที่ ต.คลองกระแชง อ.เมือง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรีได้โดยการเดินขึ้น หรือโดยสารรถรางไฟฟ้า (ตั๋วไป-กลับ) เสียค่าบริการ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท โทร.0-3242-5600

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น