ได้ยินเพลงลอยกระทงเมื่อไร ก็ได้เวลาเตรียมตัวนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลงานประเพณีลอยกระทง อีกประเพณีสำคัญของไทย แม้ปีนี้สายน้ำจะมากเป็นพิเศษจนท่วม(หนัก)ในหลายพื้นที่ของเมืองไทย แต่เพื่อเป็นการสืบสานงานลอยกระทงประเพณีอันดีงามไปพร้อมๆกับการจัดงานเฉลิม ฉลองรื่นเริงตามนิสัยสนุกสนานของคนไทย อีกทั้งเป็นการให้คนไทยได้ขอขมาลาโทษต่อพระแม่คงคา ซึ่งในปีนี้คนไทยอาจต้องขอพรจากแม่น้ำเพิ่มเป็นพิเศษว่า ในปีหน้าอย่าให้เกิดภาวะน้ำแล้ง น้ำท่วม สร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องคนไทย | ||||
ขณะที่ในอีกหลายพื้นที่ แม้จะไม่ได้มีการจัดงานลอยกระทงอย่างยิ่งใหญ่ แต่ว่างานลอยกระทงในแบบพื้นบ้าน แบบท้องถิ่นของเขาก็น่าสนใจไปด้วยเสน่ห์วิถีสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ นับเป็นงานประเพณีลอยกระทงพื้นบ้านที่น่าสนใจยิ่ง ซึ่งปีนี้“ตะลอนเที่ยว” ได้รวบรวมเอาเทศกาลลอยกระทงที่น่าสนใจจากหลากหลายที่ในเมืองไทย มาให้ผู้สนใจได้พิจารณากันก่อนที่จะวางแผนไปเที่ยว ในวันลอยกระทงที่กำลังจะมาถึงในคืนวันที่ 21 พ.ย. นี้ ไฮไลท์ลอยกระทง “สีสันยี่เป็งเมืองเชียงใหม่” : “ประเพณียี่เป็ง” เป็นประเพณีสำคัญของชาวล้านนาที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเมื่อครั้งอดีต เป็นการทำบุญในเดือน “ยี่” (เดือน 2 ของปฏิทินชาวล้านนา หรือเดือน 12 ของทางภาคกลาง) วัน “เป็ง” (วันพระจันทร์เต็มดวง) ก่อนจะถึงวันยี่เป็ง ชาวบ้านจะนำเอาใบมะพร้าว ต้นกล้วย อ้อย ดอกไม้ต่างๆ และประดับด้วยโคมไฟ ตุงช่อ ประทีป มาตกแต่งซุ้มประตูบ้าน และประตูวัด เรียกว่า “ประตูป่า” โดยมีความเชื่อว่าเป็นการต้อนรับพระเวสสันดรเสด็จกลับเข้าสู่เมืองชาติสุด ท้ายก่อนสำเร็จเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับงาน “สีสันยี่เป็งเมืองเชียงใหม่ประจำปี 2553” ที่ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานลอยกระทงในบ้านเรา จะเริ่มขึ้นในระหว่างวันที่ 10-31 พ.ย.นักท่องเที่ยวสามารถชมประติมากรรมโคมไฟสีสันยี่เป็งเมืองเชียงใหม่ ลานโคมไฟมหัศจรรย์หิมพานต์สัตว์มงคลแห่งขุนเขา และลานโคมไฟนานาชาติ ได้ตลอดเดือน พ.ย. ร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย และพลาดไม่ได้กับภาพแห่งความประทับใจของการปล่อยโคมลอยถวายเป็นพุทธบูชานับ พันดวง ณ ธุดงคสถานล้านนา อ.สันทราย ในค่ำคืนวันที่ 20 พ.ย. | ||||
ภายในงาน จะสามารถมองเห็นสายกระทงเป็นสายคดเคี้ยวไปตามร่องน้ำที่เป็นธรรมชาติ มีไฟส่องแสงระยิบระยับอยู่กลางแม่น้ำปิงจนสุดสายตา ร่วมร้องรำทำเพลงพร้อมแสดงอย่างสนุกสนานครื้นเครงตามแบบประเพณีวัฒนธรรมไทย รวมทั้งร่วมชมขบวนแห่กระทงสายของชุมชนต่างๆ การประกวดกระทงนำ กระทงตาม และกระทงปิดท้าย ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 พ.ย. บริเวณริมสายธาร ลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี | ||||
นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การจำลองวิถีชีวิตสมัยกรุงสุโขทัยที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน อาทิ ตลาดปสาน ตลาดน้ำ พิธีบวงสรวงบุรพ กษัติรย์สุโขทัยทุกพระองค์ ดังเราได้ย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้งหนึ่ง โดยงานปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 19 - 21 พ.ย. ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย | ||||
ในปีนี้งานลอยกระทงกาบกล้วยนั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 21 พ.ย. บริเวณอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2) ภายในงานมีการแสดงโขนโดยยุวศิลปินจากมูลนิธิ ร.2 รำวงพื้นบ้าน และที่พลาดไม่ได้เลยคือการปล่อยกระทงกว่าหนึ่งแสนใบ | ||||
สำหรับงานเทศกาลโคมไฟ สีสันเมืองใต้จะจัดขึ้นเป็นระยะยาวตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.53 -28 ก.พ. 54เวลา 17.00-23.00 น. ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา | ||||
โดยงานปีนี้จะจัดจึ้นในวันที่ 21 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 16.00 - 01.00 น. บริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา | ||||
งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทงนี้จะเริ่มตั้งแต่ 19-21 พ.ย. โดยมีพิธีเปิดที่สวนสันติชัยปราการในค่ำวันที่ 19 พ.ย. | ||||
กระทงสาย (ลอยถาด) ลอยกระทงพื้นบ้านโพธาราม งานลอยกระทงของจังหวัดราชบุรี เรียกได้ว่าเป็นประเพณีลอยกระทงของชาวมอญที่น่าสนใจ โดย ประเพณีลอยกระทงพื้นบ้าน โดยเป็นกระทงสายที่ประดิษฐ์ขึ้นจากกระดาษ นำมาใส่ในถาดแล้วจึงนำไปลอย นอกจากนั้นยังมีประเพณีตามประทีป คือการวาางประทีปไว้รอบๆ วิหาร และอุโบสถของวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล สิงเสริมโชคชะตาให้รุ่งโรจน์สว่างไสวเหมือนประทีปยามค่ำคืน ในปีนี้ งานลอยกระทงพื้นบ้านของโพธารามนั้นจะจัดขึ้น ณ วัดไทรอารีรักษ์ ในคืนวันที่ 21 พ.ย.นี้ ลอยกระทงพื้นบ้านตลาดน้ำดำเนินสะดวก อีกงานลอยกระทงของจังหวัดราชบุรี ซึ่งจะเป็นงานลอยกระทงตามแบบวิถีชีวิตชาวบ้าน 2 ฝั่งคลอง ซึ่งจะมีกิจกรรมทั้ง ตักบาตรทางน้ำ พระสงฆ์จำนวน 99 รูป แข่งเรือ ขบวนเรือผ้าป่าทางน้ำ พร้อมกระทงเอกบนเรือ พร้อมชมการปล่อยกระทงเอกและกระทงสายประกอบการแสดง ณ เวทีกลางน้ำ ตลอดจน การแสดงบนเวที ดนตรีย้อนยุค ลิเก ภาพยนตร์กลางแปลง ที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21 พ.ย. ณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก (ปากคลองลัดพลี) | ||||
ประเพณีลอยกระทงกับช้าง งานลอยกระทงของจังหวัดสุรินทร์ ที่ประยุกต์วิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่คู่กับช้าง มาจัดเป็นประเพณีลอยกระทงที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองสุรินทร์ ในปีนี้จะมีขบวนแห่ช้าง 9 เชือก และขบวนแห่สืบสานประเพณีท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ ที่จะเคลื่อนขบวนไปรอบๆ เมือง ตลอดจนการประกวดกระทงและนางนพมาศ ในปี้นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 21 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณสระน้ำวัดจุมพลสุทธาวาส และบริเวณปะรำพิธีเวทีไผทสราญ | ||||
และนั่นก็คือส่วนหนึ่งของงานลอยกระทงพื้นบ้านกับไฮไลท์งานลอยกระทง 7 แห่ง ที่คืนวันเพ็ญเดือนสิบสองนี้ แม่น้ำทุกสายคงสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนจากการลอยกระทง ซึ่งยังไงๆ “ตะลอนเที่ยว”ก็ขอฝากผู้ที่จะลอยกระทงทั้งหลายคัดเลือกวัสดุที่เหมาะสมไปลอย ลงแม่น้ำลำคลอง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่เป็นการสร้างมลภาวะต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จ.ตาก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จ.ตาก แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ไฮไลท์“ลอยกระทง” เสน่ห์สีสันแห่งสายน้ำ
วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ตะลุยดอยสามหมื่น ตื่นตะลึง“ปิตุ๊โกร” แชมป์น้ำตกสูงที่สุดในเมืองไทย
ได้ยินชื่อครั้งแรก “ตะลอนเที่ยว”รู้สึกสงสัยไม่น้อย แต่เมื่อลองนั่งค้นหาข้อมูลจากอาจารย์ กูเกิ้ล ของหลายๆ คน ทำให้พบกับภาพของน้ำตกสูงชัน ที่ทอดตัวลงมาจากดอยที่มีเมฆปกคลุมตลอดทั้งปี น่าหลงใหล และมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง | ||||
| ||||
วันแรก “ตะลอนเที่ยว” ออกเดินทางจากตัวอำเภออุ้มผางในรุ่งเช้า มุ่งหน้ามายังหมู่บ้านกุยเลอตอ เพื่อพบกับไกด์นำทางและคณะของลูกหาบที่ได้นัดหมายกันไว้ | ||||
| ||||
เมื่อเดินทางมาได้สักพักก็เริ่มเข้าสู่ชายป่า จากทางเดินกว้างๆ ค่อยๆ ถูกขนาบด้วยแมกไม้อย่างไม่ทันรู้ตัว เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ทางเดินจึงกลายเป็นโคลน ประกอบกับก่อนหน้านี้ไม่นานมีกลุ่มนักขับขี่รถจำพวก ATV ขับกันเข้ามา ยิ่งทำให้ทางที่เป็นทางเดินเท้านั้นไม่สามารถเดินได้ ต้องเลี่ยงไปใช้ทางที่ วัว ควาย ใช้เดินแทน คณะเราใช้เวลาเดินอยู่หลายชั่วโมงก็ได้เวลาอาหารเที่ยง จึงแวะเติมพลังกันบริเวณธารน้ำ ซึ่งไหลมาจากน้ำตกด้านบน อาหารในป่านั้นเป็นอาหารง่ายๆ ที่สามารถรับประทานได้แบบไม่ต้องมีพิธีรีตรอง นั่งตรงไหนกินตรงนั้นบรรยากาศแบบนี้ไม่เหมือนในภัตตาคารใหญ่ๆ แต่สุขใจมากว่าหลายเท่า | ||||
เสียงบอกเล่าจากพี่อู๊ดดี้ ทำให้เรารับรู้ว่าที่ผ่านมานั้นมันเหมือนแค่ลองชิมลาง ต่อจากนี้เส้นทางจะเริ่มโหดขึ้นและคงต้องเหนื่อยกันจนกว่าจะถึงตัวน้ำตก และระหว่างทางนี้เองก็ได้พบกับพืชจำพวกปรง และเฟิน ต่างๆ รวมทั้งดอกไม้ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจำพวกเดียวกับดอกไม้ในตระกูลศรียะลา ที่ขึ้นอยู่เป็นระยะ | ||||
เราใช้เวลาไปเกือบค่อนวันสำหรับการเดินทางครึ่งหลังนี้ ผ่านความยากลำบากไม่น้อย แต่การเดินป่านั้นไม่ควรรีบเดินตามคนอื่น เมื่อรู้สึกเหนื่อยมากจนเดินไม่ไหวควรพักดีกว่าฝืนเดินต่อ เพราะมีหลายคนที่ต้องมาสังเวยชีวิตกลางป่าเพราะ ฝืนร่างกายของตัวเอง | ||||
นี่แหละคือความยิ่งใหญ่และความลึกลับของธรรมชาติ ที่สามารถเยียวยาจิตใจและรักษาอาการเหนื่อยยากลำบากให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ อย่างไม่น่าเชื่อ | ||||
หลังชื่นชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตและความงดงามของสายน้ำตกจนจุใจ พวกเรากลับมาตั้งแค้มป์กลางป่าที่อยู่ห่างจากตัวน้ำตกไม่ไกลนัก ก่อนที่การเดินทางของวันแรกจะจบลงด้วยการแช่น้ำเย็นๆในลำธาร และอาหารเย็นริมกองไฟกลางผืนป่าใหญ่ รอคอยวันพรุงนี้ยังมีการเดินทางอันสมบุกสมบันรอคอยอยู่ | ||||
วันที่สองของการเดินทาง เราเก็บสัมภาระออกเดินอีกครั้งเพื่อขึ้นไปสู่ดอยสามหมื่น หรือชื่อเต็มๆ ว่าดอยมะม่วงสามหมื่น ที่เป็นแหล่งต้นน้ำของน้ำตกปิตุ๊โกร ดอยสามหมื่น มีความสูงประมาณ 1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเที่ยวภูเขาอาจมองว่าเป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่ในการเดินครั้งนี้พวกเราใช้เวลาเดินราวๆ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงบริเวณที่ตั้งแค้มป์ที่อยู่บนดอยลูกหนึ่งระหว่างช่องเขา | ||||
ไม่นานนักเมฆฝนก้อนใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลๆ ก็เริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้แบบไม่ทันรู้ตัว และละอองฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาทีละน้อย เราจึงต้องตัดสินใจ เดินทางต่อเพื่อให้ถึงยอดดอย แต่อากาศกลับไม่เป็นใจจนหลายคนต้องรีบถ่ายภาพให้เสร็จและเดินหนีฝนกลับลงมา ก่อนที่ฝนจะตกหนัก | ||||
เช้าวันสุดท้าย อากาศสดใสและเย็นสบาย เพราะเมื่อคืนนี้มีฝนโปรยปรายและลมพัดแรงมาทั้งคืน จึงไม่แปลกใจเลยที่ตอนเช้าวันนี้จะมีทะเลหมอกอย่างที่รอคอยเหมือนเช่นเดิม พูดถึงการเกิดทะเลหมอกแล้วนั้นเกิดจากเหตุและปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ความแรงของลม ฯ แต่ปัจจุยจัยหลักๆ ที่ขาดไปไม่ได้เลยคือป่าไม้ และถ้าลองย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้นจะพบทะเลหมอกได้ในหลายๆ แห่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางขึ้นดอยสูงๆ ในช่วงฤดูหนาวด้วยซ้ำไป | ||||
| ||||
สำหรับผู้ที่อยากจะมาเป็นผู้พิชิตดอยสามหมื่น มาตื่นตะลึงกับความสูงสวย รวยเสน่ห์ของน้ำตกปิตุ๊โกรที่สูงที่สุดในเมืองไทยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก หนักหนาสาหัวแต่อย่างใด เพียงแต่สำรวจซักซ้อมสภาพร่างกายให้พร้อม เดินทางมาในช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม พร้อมๆกับอย่าลืมพกสิ่งสำคัญติดตัวมานั่นก็คือหัวใจที่ไม่ย่อท้อและพร้อมที่ จะเรียนรู้ประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา | ||||
การเดินทางมายังน้ำตกปิตุ๊โกร นั้นให้ใช้เส้นทางสายอุ้มผาง - บ้านเปิ่งเคลิ่ง ระยะทางประมาน 60 กม. ถึงหมู่บ้านกุยเลอตอ แล้วเดินเท้าเข้าสู่ตัวน้ำตก นอกจากน้ำตกปิตุ๊โกรแล้ว อ. อุ้มผางนั้นมีน้ำตกที่น่าสนใจหลายที่ อาทิ น้ำตกเซปละ น้ำตกทีลอจ่อ น้ำตกทีลอเร น้ำตกโคะทะ และน้ำตกทีลอซู ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ตูกะสู คอจเทจ โทร 08-1825-8238 หรือที่ททท. สำนักงานตาก โทร 0-5551-4341-3 |
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)