วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เที่ยวละไม นั่งรถไฟไป“โพธาราม” ชมความงาม เสน่ห์วิถีถิ่นคนสวย

พระประธานกับจิตกรรมฝาผนังโบราณในวัดคงคาราม
นั่งรถไฟ ไปโพธาราม ชมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวและวิถีชีวิตในอดีตที่ยังคงอยู่ พร้อมกับร่วมชมงานนิทรรศการภาพถ่ายสัญจร ซึ่งช่วยแต่งแต้มให้ที่นี้มีความน่าหลงไหลมากยิ่งขึ้น

ที่ไหนเอ่ย ผู้คนจอแจ เดินไปมาวุ่นวาย บ้างนั่ง บ้างนอน รายรอบไปด้วย เสียงหวูด และกลิ่นไอสนิม ที่ยังคงไม่เคยจางไปจากความรู้สึก ใช่แล้ว ที่นี่คือสถานีรถไฟแบบไทยๆ นี่เอง ซึ่งทริปนี้ “ตะลอนเที่ยว” ได้เก็บกระเป๋าเดินทาง โดดขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง แอบตามทัวร์กะทิกะลา มุ่งหน้ามายังจังหวัดราชบุรี ไปเที่ยวย้อนวันวาน ตามคอนเซปต์ “เที่ยวละไม ไปโพธาราม” อีก หนึ่งแนวคิดทางการท่องเที่ยวยุคนี้ ที่ดึงจุดเด่นของวิถีชีวิตท้องถิ่นตั้งแต่ครั้งอดีต นำกลับมานำเสนอให้คนกรุงในปัจจุบัน ได้ย้อนรำลึกถึงกันอีกครั้ง

วิกครูทวี โรงหนังเก่าของโพธาราม
เราใช้เวลา ประมาณ 2 ชั่วโมงเดินทางจากสถานีหัวลำโพง ไปยังสถานีโพธาราม ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนที่มีกล้องติดตัวไปด้วยคงสนุกสนานกับการถ่ายรูปวิถี ชีวิตต่างๆ สองข้างทางตลอดจนบนโบกี้รถไฟ ภาพพ่อค้าแม่ค้าเดินขวักไขว่ไปมา อาจเป็นภาพชินตา แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นบรรยากาศแปลกใหม่ทุกครั้งที่ได้พบเจอ เพราะเดินทางมากับคณะทัวร์ จึงมีกิจกรรมสนุกๆ ที่ทำร่วมกันได้ทั้งครอบครัวอย่างการวาดและเพ้นท์สีกระเป๋าผ้า ซึ่งเด็กๆ นั้นดูจะชื่นชอบเป็นพิเศษ วาดภาพ ละเลงสี ขณะที่รถไฟวิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้ายก็ได้ผลงานที่ประทับใจของแต่ละคนออกมา

ผลงานศิลปะ บนรถไฟ
เมื่อเริ่มใช้ สมองกับสองมือ ส่งผลให้ท้องก็เริ่มหิว และได้จังหวะที่มาถึงสถานีนครปฐม ซึ่งมีก๋วยเตี๋ยวห่อจิ๋ว ราคาแค่เพียงห่อละ 5 บาทเท่านั้น ส่วนเรื่องรสชาตินั้น บอกได้แค่ว่าแต่ละคนนั้นทานกันไม่ต่ำกว่าสองห่อ จากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตสนุกสนานบนรถไฟกันต่อ บ้างคุย บ้างหลับ เด็กๆ วิ่งเล่นไปมา จนในที่สุดก็ถึงปลายทางที่สถานีโพธาราม จุดหมายปลายทางในครั้งนี้

ก๋วยเตี๋ยว 5 บาท รสชาติอร่อยบนรถไฟ
“คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง” ท่อนแรกของคำขวัญประจำจังหวัด ที่หนุ่มๆ หลายคนคงอยากพบเจอ แต่วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ลงจากรถไฟแล้วเราก็มุ่งหน้ามายังบริเวณตรอกจับกัง ย่านชุมชนเก่าอีกแห่งของที่นี่

เหตุที่เรียกว่าตรอกจับกังก็เพราะว่า ครั้งในสมัยก่อนนั้นการขนส่งสินค้าทางรถไฟนั้นเป็นที่นิยมกันมากเพราะสะดวก สบาย และขนส่งได้ครั้งละมากๆ และบริเวณใกล้ๆ สถานีรถไฟโพธารามนี้ จึงเป็นที่อยู่อาศัยของจับกัง หรือคนที่รับจ้างขนถ่ายสินค้าจากรถไฟ จึงเป็นชื่อเรียกติดปากของชาวบ้านกันมาถึงปัจจุบัน

ตรอกจับกัง
“เต้าหู้ดำ รสชาติดี” เดินเลยตรอกจับกังมาก็ได้กลิ่นหอมของเต้าหู้ต้มลอยมาแต่ไกล ซึ่งเต้าหู้ดำที่โพธารามนี้เป็นของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง มีทั้งรสเค็มและหวาน ส่วนสีดำของเต้าหู้นั้นเกิดจากการที่นำไปต้มกับเครื่องเทศแบบจีน คล้ายๆ ที่เราใช้ต้มพะโล้ ส่วนเคล็ดลับความอร่อยนั้น บอกกันมิได้ แต่เท่าที่เห็นนั้น นักท่องเที่ยวมักจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก ปัจจุบันก็จะมีอยู่ 2 ร้าน ที่ยังคงขายเต้าหู้ดำอยู่คือร้านแม่เล็กโพธาราม และร้านเจ๊อั้งโพธาราม ซึ่งเจ้าเต้าหู้นี่สามารถนำไปประยุกต์เป็นเมนูอาหารได้อีกมากมาย แล้วแต่ไอเดียใครจะบรรเจิด แต่แค่ลองชิมแบบที่ไม่ได้ปรุงแต่งรสชาติใดๆ ก็อร่อยถูกใจอย่างแน่นอน

เต้าหู้ดำแสนอร่อย
หลังจากชิม เต้าหู้ดำแล้ว เราชวนกันเดินผ่านตลาด มาหยุดอยู่ที่วิกครูทวี โรงหนังเก่าแก่ ที่อยู่คู่โพธารามมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันนั้นได้ปิดตัวลงไป แต่ในที่สุดวันนี้ วิกครูทวีก็ได้กลับมามีสีสันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทางชมรมอย่าลืมโพธาราม ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของคนในชุมชน ร่วมมือกับกลุ่มสห+ภาพ จัดงาน “โพธาราม ลืมไม่ลง คงไม่ลืม” งานนิทรรศการภาพถ่ายสัญจรซึ่งนำเสนอภาพวิถีชีวิตของคนในชุมชนดังที่กล่าวมา และมาวิกครูทวีวันนี้เป็นวันที่เขากำลังจัดงานกันอยู่ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายที่ทยอยกันมาเดินเล่น ถ่ายรูป กับโรงหนังเก่า และบ้านเรือนในระแวกอยู่เยอะพอสมควร

ภาพถ่าย แต่งแต้มวิถีชีวิต
ถือได้ว่าเป็น โชคดีของ “ตะลอนเที่ยว” เพราะทางชุมชนโพธารามเองได้เปิดให้เราได้ขึ้นไปดูห้องฉายหนังเก่า ซึ่งยังคงสภาพเหมือนวันสุดท้ายที่เลิกใช้งาน คาดกันว่าน่าจะปิดตัวไปในช่วงปี พศ. 2541 และเครื่องฉายหนังนั้นเป็นเครื่องในสมัยรุ่นหลังสงครามโลก นับว่าน่าเสียดายที่เราไม่สามารถหลอมรวมวัฒนธรรมใหม่ๆ กับสิ่งมีคุณค่าในอดีตไว้ด้วยกันได้ เพราะอาจจะเป็นเรื่องความสะดวกสบายที่โรงหนังสมัยใหม่นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ คนในปัจจุบันได้มากกว่า แต่เชื่อได้เลยว่า สิ่งเก่าๆ เหล่านี้จะยังคงมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าเสมอ

เครื่องฉายหนังโบราณ
ก่อนจะเดิน ทางกลับสู่ที่พักนั้นได้มีโอกาสชมการแสดงที่ชาวโพธารามนั้นภูมิใจนำเสนอ นั่นก็คือการแสดงของหนังใหญ่วัดขนอน ศิลปะการแสดงที่คนเมืองโพธารามภาคภูมิใจ ปะทะโชว์หุ่นละครเล็กจากคลองบางหลวงซึ่งก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เรียกเสียงปรบมือและรอยยิ้มจากทุกคนได้เป็นอย่างดี

ศิลปะการแสดงทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่อยู่คู่กับชาว ไทยมา ช้านาน ซึ่งนับเป็นโชคดีของชาวโพธาราม ที่มีคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและช่วยกันอนุรักษ์การแสดงทั้งสองเอาไว้ โดยเฉพาะกับหนังใหญ่วัดขนอนนั้น ปัจจุบันนอกจากจะโด่งดังไปไกลถึงเมืองนอกเมืองนาแล้ว ยังมีดีกรีพ่วงท้ายด้วยรางวัล 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมจากองค์กรยูเนส โก

หนังใหญ่วัดขนอน
ทั้งนี้ศิลปะ การแสดงหนังใหญ่นั้นคาดกันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงปัจจุบัน สำหรับวัดขนอนถือเป็น 1 ใน 3 เป็นชุมชนที่หลงเหลือของเมืองไทยที่ยังคงอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านการแสดงหนัง ใหญ่เอาไว้ โดยนอกจากการละเล่นหนังใหญ่อันน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว วัดขนอนยังมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนในกุฏิเรือนไทย ที่ภายในจัดแสดงตัวหนังใหญ่แกะสลักอย่างสวยงามจำนวนมาก

หลังจบการแสดงหนังใหญ่ปะทะหุ่นละครเล็ก คืนนั้นงานปิดท้ายด้วยเสียงเพลงขับกล่อมจากพี่จุ้ย ศุบุญเลี้ยง ให้ทุกคนกลับไปนอนฝันดี

หุ่นละครเล็กคลองบางหลวง
เช้าวันใหม่ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่ทุกคนชวนกันไปปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามถนน ชมวิถีชีวิตเมืองโพธาราม ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ว่า เมืองนี้มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะมาก ซึ่งแทบทุกบ้านนั้นยินดีให้เราถ่ายรูปได้ เพียงแค่เอ่ยปากบอกก่อนเท่านั้น

ร้านตัดผมแบบนี้ ก็ยังมีให้เห็นอยู่
หลังจากปั่นมาได้สักพักก็มาแวะพักกันที่วัดคงคาราม เป็นวัดมอญ อายุกว่า 200 ปี ภายในโบสถ์มีภาพจิตกรรมฝาผนังที่สวยงาม เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนภาพวาดเกี่ยวกับไตรภูมิตลอดจนความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ ซึ่งยังคงสภาพความสวยงามไว้เป็นอย่างดี คาดกันว่าภาพเขียนนี้น่าจะอยู่ในราวรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4

ร้านกาแฟสวยๆ ทยอยเปิดบริการ
นอกจากนั้น ด้านหลังพระประธานในโบสถ์นี้ ยังมีพระประธานองค์เก่า ซึ่งหันหน้าไปคนละทางกับองค์ปัจปัจจุบัน สันนิษฐานว่าในสมัยก่อนนิยมหันหน้าพระประธานไปยังทิศที่มีแม่น้ำ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนพระประธานองค์ใหม่ แต่ก็ยังคงพระประธานองค์เดิมไว้ และฝากสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าไปถ่ายภาพว่าไม่ควรใช้แฟลชขณะถ่ายภาพจิต กรรมฝาผนังตลอดจนวัตถุโบราณต่างๆ เพราะมันอาจเป็นการทำลายสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์ได้

ตัวหนังใหญ่ในพิพิธภัณฑ์วัดขนอน
อีกสิ่งหนึ่ง ที่น่าสนใจภายในวัดก็คือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้โบราณ ทั้งของชาวมอญ ชาวไทย และชาวพม่า ที่หน้าสนใจก็คือโลงศพแบบมอญโบราณ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และตู้เก็บคำภีร์โบราณ ซึ่งรวบรวมคำภีร์ บทสวดมนต์ต่างๆ ไว้กว่า 1,000 เล่ม

พระอนุวัตร ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์เล่าให้เราฟังว่า ข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บรวบรวมเอาไว้นั้นได้มาจากชาวบ้านในชุมชนซื้อมาถวาย ให้วัดในอดีต ซึ่งก็เหมือนในปัจจุบัน เมื่อเวลาชาวบ้นจัดงานบุญต่างๆ มักจะมาหยิบยืมข้าวของเครื่องใช้จากวัด และหลังจากนั้นก็มีการซื้อมาถวายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจก็ลองแวะมาศึกษาประวัติศาสตร์ได้ที่วัดคงคาราม แห่งนี้

พระประธานองค์เก่า
สำหรับโพธาราม ในวันนี้เต็มไปด้วยภาพถ่ายวิถีชีวิตของคนในชุมชน กระจายตัวอยู่ตามบ้านเรือนและอาคารเก่าต่างๆ ซึ่งจะจัดแสดงกันจนถึงราวปลายเดือนมกราคม 2554ก็เป็นไอเดียที่ดีสำหรับกลุ่มคนรักในการถ่ายภาพต่างๆ ที่จะเข้ามาร่วมส่งเสริมให้ในชุมชนเกิดจุดขายทางการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกทาง หนึ่ง เพราะปัจจุบันนั้น การก้าวเข้าสู่ยุคติจิตอลของกล้องถ่ายรูป ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนสนใจเรื่องการถ่ายภาพมากขึ้น และภาพถ่ายนี้เองก็ทำให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจุบันในตัวเมืองโพธารามเองก็มีร้านค้า ร้านกาแฟใหม่ๆ ทยอยเปิดตัว เมื่อเริ่มเห็นโอกาสทางการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

ข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งตู้เก็บคำภีร์
แต่สำหรับผล กระทบของการท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่จะจินตนาการ ได้ มองผิวเผิญนั้น การจัดการการท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีการควบคุมที่ดี รวมทั้งความร่วมมือจากทุกส่วนในชุมชนโดยเฉพาะการให้องค์ความรู้กับประชาชนใน พื้นที่ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ เหมือนแหล่งท่องเที่ยวหลายๆแห่ง ที่ถูกกระแสวัตถุนิยม อำนาจเงิน เข้ามาแทนที่จิตสำนึกในความรักท้องถิ่น ทำให้วิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์ของชุมชนต้องเสียศูนย์ไปอย่าง น่าเสียดาย

โลงศพมอญโบราณ
การเดินทางมา ยังอำเภอโพธารามนั้นสามารถใช้ทางรถยนต์และรถไฟ ซึ่งจะให้ความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางแตกต่างกันไป สำหรับพิพิธภัณฑ์ภายในวัดคงคารามนั้นเปิดตั้งแต่ 9.00 - 16.30 ทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลโทร. 08-1194-3798 (พระอนุวัตร)

ส่วนที่วัดขนอนจะมีการแสดงหนังใหญ่ให้ชมฟรี เวลา 10.00 -11.00 น. และมีงานเทศกาลหนังใหญ่วัดขอนในวันที่ 13-14 เม.ย. เวลา 15.00 - 21.00 น. ของทุกปี ส่วนพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ เปิดทุกวัน เวลา 8.00 -17.00 น. ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-3223-3386



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เที่ยวสบายวันหยุด…กับทริปสมุทรสัญจร

บรรยากาศในโบสถ์วัดอัมพวัน
บรรยากาศเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้หนาวดีพิลึก หลายๆคนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯเมื่อเจอความหนาวที่ห่างหายไปนาน ช่วงปีใหม่นี้จึงเลือกไปอีสานหรือขึ้นเหนือไปหาหนาว เพื่อไปสัมผัสกับบรรยากาศอันหนาวเหน็บ บางคนไปลุ้นให้เช้าอันสดใสที่เหน็บหนาวมี “แม่คะนิ้ง”หรือ“น้ำค้างแข็ง” เกาะพราวบนยอดไม้ใบหญ้า

ในช่วงหยุดยาวปีใหม่ที่ปีหมูจะเข้ามา ปีหมาจะจากไป หลายๆคนจึงเล็งสถานที่ท่องเที่ยววันหยุดยาวไว้แตกต่างกัน ซึ่งยังไงๆการเที่ยวในช่วงเทศกาลอย่างนี้ก็ควรทำใจเอาไว้บ้างว่า ใครที่ไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตจะต้องไปเจอกับ คน...คน...คน และ ก็คน ที่สุดแสนจะพลุกพล่านสับสนอลหม่าน

สำหรับ"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ทริปนี้ขอมาแปลกแหวกแนว ด้วยการไปเที่ยวรอบกรุงกับเส้นทาง"สมุทรสัญจร" ที่ประกอบด้วย 3 เมืองสมุทรรอบกรุง อย่าง สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ที่หากว่าปีใหม่นี้คนกรุงเทพฯและในปริมณฑล ยังไม่รู้จะไปไหน เส้นทางสมุทรสัญจรใน 3 เมืองสมุทรรอบกรุง ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย(โดยเฉพาะคนกรุงและปริมณฑล) เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางที่มีแหล่งท่องเที่ยวอันหลากหลายแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่จากกรุงเทพฯสามารถไปเที่ยวในแต่ละจังหวัดแบบไปเช้า-กลับ เย็นได้อย่างสบายๆ

อุทยาน ร.2 อ.อัมพวา
เที่ยวสมุทรสงคราม
ล่องแม่กลอง ท่องอัมพวา


สมุทรสงคราม เมือง 3 น้ำ หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า “เมืองแม่กลอง” จังหวัด นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเรือกสวน โดยเฉพาะที่อำเภออัมพวาที่ขึ้นชื่อเรื่องลิ้นจี่และส้มโอ อำเภอนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เข้มข้น มีวัดเก่าแก่มากมาย อีกทั้งยังมีตลาดน้ำอัมพวาอันขึ้นชื่อที่จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์

สำหรับจุดเริ่มต้นของทริปเพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลเอาฤกษ์เอาชัย เราจึงเลือกไปไหว้พระขอพรเปิดทริปที่ “วัดอัมพวันเจติยาราม” วัดสำคัญอันเก่าแก่แห่งเมืองแม่กลอง เพราะเป็นสถานที่ประสูติของรัชกาลที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระมเหสีในรัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินตรงนี้ให้สร้างเป็นวัดอัมพวาขึ้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดอัมพวันเจติยารามในสมัยรัชกาลที่ 3

วัดอัมพวัน มีการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้โปรดให้ช่างมาเขียนจิตรกรรมฝาผนังขึ้นใหม่ เป็นเรื่องราวพระราชประวัติของรัชกาลที่ 2 และเรื่องราวในวรรณคดีที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เองก็ได้ทรงลงมือวาดเองด้วย ใครที่ไปชมจิตรกรรมฝาผนังวัดนี้ขอให้เพ่งพิจารณาให้ดีๆ เพราะที่นี่มีภาพมดผูกคอตายอยู่ด้วยซึ่งเป็นการแสดงอารมณ์ขันของผู้เขียน

ตลาดน้ำอัมพวา
จุดสนใจต่อไปอยู่ติดกับวันอัมพวัน คือ อุทยานพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าอุทยาน ร.2 ซึ่ง มีบ้านเรือนไทยที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นเรือนไทย 5 หลัง จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ เช่น เครื่องเบญจรงค์ หัวโขน หัวหุ่นต่างๆ และข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์

นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ภายในอุทยาน ร.2 ยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพรรณไม้ที่ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก เช่น ต้นปาริชาติ ที่เชื่อว่าหากนอนหลับไปได้ต้นนี้แล้วจะสามารถระลึกชาติได้ ต้นอัมพวา หรือมะเปรียง ต้นไม้หายาก พบได้แต่เฉพาะที่อัมพวาเท่านั้น

เมื่อเดินออกจากอุทยาน ร.2 ผ่านวัดอัมพวันไปก็จะพบกับ ตลาดน้ำอัมพวา ที่ตั้งอยู่ปากคลองอัมพวา ตัวตลาดเป็นห้องแถวโบราณที่ยังคงรักษาความเป็นชุมชนเก่าแก่ไว้ได้ค่อนข้าง สมบูรณ์ จนได้รับรางวัลชุมชนอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในปี 2545

ในช่วงวันหยุดตลาดน้ำอัมพวาจะเต็มไปด้วยเรือพายของพ่อค้าแม่ขายที่ บรรทุกอาหารและของกินต่างๆ มาเต็มอัตรา ด้านริมน้ำจะมีบันไดท่าน้ำให้คนมานั่งกินอาหาร หรือใครอยากกินสบายๆ บนโต๊ะก็มีที่จัดเตรียมไว้ให้ อีกทั้งยังมีบริการเรือพายและเรือแจวชมห้องแถวริมน้ำให้สำหรับผู้ที่สนใจ

งานนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จึงเลือกสรรความสำราญด้วยการนั่งเรือชมชีวิตสองฝั่งริมคลองอัมพวาซึ่งยังมี ร้านรวงเก่าๆ อยู่มากมาย ทั้งร้านขายยา ร้านทอง ร้านขนมเปี๊ยะ และร้านกาแฟโบราณที่ยังส่งกลิ่นหอมฉุยตอนเรือแล่นผ่าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยังคงลงเล่นน้ำคลองกันอยู่อย่างสนุกสนาน มีเสียงเพลงดนตรีไทยจากฝีมือเด็กนักเรียนโรงเรียนดนตรีขับกล่อมทั้งชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวดังก้องไปทั่วทั้งคุ้งน้ำท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น

เรือใช้เวลาแล่นพาชมสองฝั่งคลองอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็พาเรากลับมายืนที่เดิม รอเวลาให้ถึงหนึ่งทุ่ม เพื่อที่จะได้นั่งเรืออีกรอบหนึ่ง เพื่อไปชมหิ่งห้อยในลำน้ำแม่กลอง ซึ่งเมื่อแล่นเรือไปได้ไม่นานไฟในเรือก็ดับลง เป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะเข้าสู่อาณาจักรหิ่งห้อย หรือดงหิ่งห้อย เพราะมีหิ่งห้อยเกาะอยู่เต็มต้นไปหมด “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เองก็นับไม่ถูกว่ามีเจ้าแมลงเรืองแสงเกาะอยู่สักกี่ตัวกันแน่ รู้แต่ว่ามันทำให้ต้นไม้เหมือนประดับด้วยไฟคริสต์มาสไม่มีผิด เห็นแล้วทำให้ ”ผู้จัดการท่องเที่ยว” ประทับใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
เที่ยวสมุทรปราการ...
ชมช้างเอราวัณ ยลสีสันเมืองปากน้ำ


จากสมุทรสงคราม ทริปต่อไปเราเดินทางสู่จังหวัด"สมุทรปราการ" หรือ "เมืองปากน้ำ" ซึ่ง เราเลือกไปเที่ยวในเขตอำเภอเมือง ตามเส้นทางถนนสุขุมวิท(สายเก่าไปทางชลบุรี) โดยเริ่มต้นที่ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุที่สะสมไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดินไทยที่น่าสนใจมากมาย

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตัวสถาปัตยกรรมถูกออกแบบเป็นช้างเอราวัณยืนอยู่บนตัวอาคาร ภายในอาคารช้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นล่างสุด (คล้ายชั้นใต้ดิน) เปรียบดังนครบาดาล จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุโบราณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามเบญจรงค์ลายต่าง ๆ ที่มีอายุมานานหลายสมัยทั้งของไทยและจีน

ชั้น 2 หรือ ชั้นโลกมนุษย์ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ภายในจัดแสดงเครื่องถ้วยของไทยและจีน เครื่องกระเบื้องแบบต่างๆ เพดานห้องเป็นภาพแผนที่โลกทำจากกระจกหลากสี ถัดจากเพดานลงมา มีเสา 4 เสาที่หุ้มด้วยงานแกะสลักแผ่นดีบุกภาพศาสนาต่างๆอย่างสวยงาม

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทไฮไลท์สำคัญของเมืองโบราณ
ส่วนชั้นที่ 3 คือ ที่เปรียบดังชั้นสวรรค์ดาวดึงส์ บนนี้เพดานตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังสีฝุ่นที่เขียนขึ้นเป็นภาพสุริย จักรวาล ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปยุคสมัยต่าง ๆ และพระประธานที่เป็นพุทธรูปปางลีลาดูเคร่งขรึมสำรวมชวนกราบไหว้

จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ออกเดินทางไปตามถนนสุขุมวิทสู่ เมืองโบราณ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 800 ไร่ ภายในนั้นมากมายไปด้วยงานสถาปัตยกรรมจำลอง ทั้ง โบราณสถาน วัดวาอาราม ตลาดน้ำอาคารน่าสนใจ และงานประติมากรรม งานศิลปกรรมอันน่ามองอีกมากมายที่จัดแสดงไว้ ภายในเนื้อที่ของเมืองโบราณที่มีลักษณะคล้ายแผนที่ประเทศไทยกลับทิศ (คือภาคใต้อยู่ด้านหน้า)

ภายในเมืองโบราณแบ่งการแสดงสิ่งน่าสนใจเป็นภาคต่าง เหนือ ใต้ กลาง อีสาน และภาคตะวันออก โดยมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ อาทิ มณฑปพระพุทธบาท จ.สระบุรี พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กทม. ตลาดน้ำ ในภาคกลาง, หมู่บ้านไทยภาคเหนือ และวิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน ในภาคเหนือ, ตึกแดง จ.จันทบุรี ในภาคตะวันออก,พระธาตุพนม จ.นครพนม ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา ในภาคอีสาน และพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฏร์ธานี ในภาคใต้

ส่วนที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเมืองโบราณก็คือ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ที่ของจริงต้นฉบับนั้นหาดูไม่ได้แล้ว ส่วนพระที่นั่งสรรเพชญฯแห่งเมืองโบราณเป็นการถอดแบบจากหลักฐานต่างๆที่หลง เหลือ มาสร้างย่อส่วนลง 3 ใน 4 ซึ่งนั่งสรรเพชญฯหลังนี้งามวิจิตรทั้งภายในและภายนอก

ตะวันตกดินที่บางปู
และสถานที่สุดท้ายที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" จะไปเยือนก็คือ สถานตากอากาศบางปู อดีตที่ตากอากาศใกล้กรุงฯที่วันนี้ยังคงความคลาสสิคอยู่ไม่เสื่อมคลาย เมื่อไปตากอากาศบางปูในยามเย็น ก็ไม่ควรพลาดการดูนกนางนวลบินฉวัดเฉวียนด้วยประการทั้งปวง

นกนางนวลเหล่านี้เดินทางไกลมาเป็นระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ จากแหล่งสร้างรังบริเวณที่ราบสูงตอนในของทวีปเอเชีย จนย่างเข้าเดือนเมษายน นกนางนวลจึงเริ่มทยอยเดินทางกลับไปวางไข่ให้ทันในเดือนพฤษภาคม ซึ่งในช่วงปีใหม่เช่นนี้นับเป็นโอกาสดีในการชมนกนางนวล เพราะหากเลยช่วงเมษายนไปแล้ว ต้องรออีกทีปีหน้านานวลจึงจะบินกลับมาให้ชมกันอีกครั้ง

เที่ยวสมุทรสาคร...
ท่องคลองโคกขาม ไหว้ศาลพันท้ายนรสิงห์


ปิดทริปสบายๆใน 1 วันกันด้วยการออกท่อง จังหวัด“สมุทรสาคร” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มหาชัย” เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนปากน้ำท่าจีน ห่างจากทะเลเพียง 2 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 36 กิโลเมตรจังหวัดเล็กๆแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะที่ตำบลโคกขามเพียงแห่งเดียวก็เรียกได้ว่าเที่ยวคุ้มเกินคุ้ม

“ตำบลโคกขาม”ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองเป็นพื้นที่ ริมทะเล มี “คลองโคกขาม” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันสองฝั่งคลองยังเต็มไปด้วยต้นโกงกาง มีธรรมชาติอันร่มรื่น สวยงามและสงบ หากแต่เดิมเป็นคลองที่มีความคดเคี้ยวมาก ลักษณะเป็นโค้งข้อศอก กระแสน้ำเชี่ยวมากยากต่อการเดินเรือ หลังการประหารพันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าเสือทรงโปรดให้ขุดคลองลัดตัดทางคดเคี้ยวของคลองโคกขามให้ตรง

โดยให้เจ้าพระยาราชสงครามเป็นแม่กองคุมไพร่พลจำนวน 3,000 คน ขุดคลองตัดจากคลองโคกขามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2248 ตรงมาเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน ขนาดคลองกว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก เสร็จในปี พ.ศ. 2252 ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อขุดเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า “คลองสนามไชย “ ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ คลองมหาชัย” แต่บางทีชาวบ้านก็เรียกว่า “คลองถ่าน”

ริมคลองโคกขามนั้นมี “ศาลพันท้ายนรสิงห์” (ศาลเดิม) ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งที่เชื่อกันว่าเป็นหลักประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ นายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยของพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยจนหัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม ทำให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล

พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้จึงมีรับสั่งให้ ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บน ศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดี ต่อมากรมศิลปากรได้จัดสร้างศาลขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่พังลงมา ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าคนจริงอยู่ในท่าถือท้ายคัดเรือ

ภายในตำบลโคกขามยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่ายลอีกสิ่งหนึ่งนั้นก็คือ “วัดโคกขาม”เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมคลองโคกขาม เป็นวัดเก่าแก่ สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ คือ พระอุโบสถหลังเก่ามีใบเสมารอบๆ ด้านหน้ามีพระเจดีย์ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา ลวดลายการแกะสลักไม้ที่หน้าบันนั้นงดงาม นอกจากนั้นยังมีศาลพันท้ายนรสิงห์ซึ่งเป็นศาลเพียงตาเดิม และเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่เล่ากันว่าเกี่ยวพันกับเรื่องของพันท้ายนรสิงห์ เช่น ชิ้นส่วนของเรือพระที่นั่งเอกชัย และบุษบก เป็นต้น

ในฤดูหนาวที่โคกขามยังเป็นแหล่งดูนกชายเลนที่อพยพหนีหนาวมาจากตอน เหนือของทวีปเอเชียในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนและในช่วงที่พวกมันบินกลับ บ้านในเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนนกที่จะพบมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดเช่นนกตีน เทียน นกอีก้อยใหญ่ นกเต้าดินซึ่งมีบางชนิดที่หาดูได้ค่อนข้างยากที่นี่เขามีจุดให้สอบถามข้อมูล ที่ “Bird Center”จะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำเส้นทางและให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับนกใน แหล่งชายเลนตำบลโคกขามด้วย

นอกจากนี้คลองโคกขามยังมีคลองประมง ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพประมงพื้นบ้านไม่แตกต่างจากในอดีต ไม่ว่าจะเป็น การวางโพงพาง การลงอวน ลอบ จับปลา จับปู เลี้ยงหอยแมลงภู่ การทำกะปิจากเคย โดยชาวบ้านต่างพร้อมใจกันดูแลรักษาป่าชายเลนในพื้นที่คลองโคกขามอย่างดี เพราะนี่ไม่เพียงเป็นทรัพยากรชุมชนเท่านั้นแต่ยังเป็นทรัพยากรของมวล มนุษยชาติอีกด้วย

**********************************************************************************

สมุทรสาคร : คลองโคกขาม มีเรือหางยาวให้บริการนำเที่ยวแบบเช่าเหมาลำ มีหลายขนาดให้เลือกตั้งแต่ 4-18 ที่นั่ง ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. จุดลงเรืออยู่ที่ศาลพันท้ายนรสิงห์(ศาลเดิม) หรือสอบถามที่ อบต.พันท้ายนรสิงห์ โทร. 0-3447-8461,0-3447-8060 ส่วนผู้ต้องการดูนก เที่ยวป่าชายเลน สอบถามที่ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม โทร. 0-3485-7104,0-3485-7232

สมุทรสงคราม : ผู้สนใจล่องลำน้ำแม่กลอง ใน อ.อัมพวา มีเรือหางยาวของชาวบ้านให้บริการนักท่องเที่ยวนั่งได้ไม่เกิน 15 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.จุดลงเรืออยุ่ที่ท่าเรือริมคลองอัมพวา บริเวณตลาดอัมพวา อีกทั้งยังมีบริการเรือพาย (คนละ30บาท) และเรือแจว (คนละ20บาท) ชมตลาดและชุมชนในละแวกนั้น สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวทางน้ำ ชุมชนตลาดอัมพวา โทร. 0-3475-1141,08-1638-1640

หรือสอบถามรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามได้ที่ ททท. ภาคกลาง เขต 2 โทร. 0-3247-1005-6

สมุทรปราการ : พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น. ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก50 บาท โทร. 0-2371-3135-6 เมืองโบราณตั้งอยู่เลยจากสามแยกสมุทรปราการเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขุมวิท(ไป ทางบางปู) ประมาณ กม.ที่ 33เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ราคาค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท โทร. 0-2371-3135-6

หรือสอบถามรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดสมุทรปราการได้ที่ ททท. ภาคกลาง เขต 8 โทร. 0-3731- 2282, 0-3731-2284